7 ความเข้าใจผิด (Myth) ของ “อาหารเสริมผู้ชาย” ทานแล้วเสี่ยงถึงชีวิต

123854 0

🧬 7 ความเข้าใจผิด (Myth) ของ “อาหารเสริมผู้ชาย” ทานแล้วเสี่ยงถึงชีวิต

123863 0ในปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่พบบ่อยจนน่าตกใจไม่ใช่เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บที่รักษายาก แต่คือ “ความเข้าใจผิด” (Myth) ที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมชายไทยและผู้ชายทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่อง “อาหารเสริมดูแลสมรรถภาพทางเพศ” ซึ่งพวกเราอยู่ในยุคที่โฆษณาชวนเชื่อดังกว่าเสียงของแพทย์ ยุคที่คำว่า “ใหญ่ ยาว อึด ทน” ถูกแปะป้ายขายกันเกลื่อนอินเทอร์เน็ตยิ่งกว่าขนมขบเคี้ยว แต่คุณรู้ไหมครับว่า เบื้องหลังคำโฆษณาเหล่านั้น แลกมาด้วยสุขภาพของตับ ไต และหัวใจของคุณเอง

วันนี้ผมขอ เจาะลึก 7 ความเข้าใจผิด ที่อันตรายที่สุด พร้อมกางงานวิจัยระดับโลกมายืนยัน เพื่อให้คุณ “ฉลาดเลือก” และ “ดูแลตัวเอง” ได้อย่างถูกต้อง เพราะสุขภาพเพศที่ดี คือรากฐานของความมั่นใจและบุคลิกภาพ (Personality) ที่สง่างามครับ

คลิกอ่านตามหัวข้อ

 Myth 1: กินแล้วใหญ่…มีจริงหรือ?
Myth 2: สมุนไพร 100% แปลว่า ปลอดภัย 100%
Myth 3: กินปุ๊บ…มีอารมณ์ปั๊บ
Myth 4: ยิ่งเบิ้ลโด้ส…ยิ่งแข็งแกร่ง
Myth 5: กินต่อเนื่อง…เดี๋ยวโรค ED ก็หายขาด
Myth 6: อายุยังน้อย กินกันไว้ก่อน…ดีกว่าแก้
Myth 7: ซื้อกินเองดีกว่า…ดีกว่าไปหาหมอ
เลือกสิ่งที่ใช่…เพื่อความเป็นชายที่ยั่งยืน (MDX+ & MDX S)
Sources

🚩 Myth #1: “กินแล้วใหญ่…มีจริงหรือ?”

123861 0

💭 ความเชื่อ:
นี่คือสิ่งที่ผู้ชายหลายคนตามหา เชื่อว่ามี “ยาวิเศษ” ที่กินเข้าไปแล้วจะไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของอวัยวะเพศให้ใหญ่ขึ้นได้ถาวร เหมือนกับการรดน้ำต้นไม้

🩺 ความจริงทางการแพทย์:
“ในโลกนี้ ไม่มียาหรืออาหารเสริมชนิดใด ที่เปลี่ยนขนาดอวัยวะเพศชายได้อย่างถาวร” โครงสร้างของอวัยวะเพศชายประกอบด้วยเนื้อเยื่อฟองน้ำ (Corpora Cavernosa) ซึ่งขนาดของมันถูกกำหนดโดยพันธุกรรม และหยุดการเจริญเติบโตไปตั้งแต่สิ้นสุดวัยรุ่น การทานอาหารเสริมที่อ้างว่า “เพิ่มขนาดถาวร” ส่วนใหญ่เป็นเพียงยาขยายหลอดเลือด (Vasodilators) ที่ทำให้เลือดเข้าไปคั่งในอวัยวะเพศมากขึ้นชั่วคราว ทำให้ดูเหมือน “บวม” หรือ “เต็ม” ขึ้นเท่านั้น เมื่อฤทธิ์ยาหมด ขนาดก็กลับเท่าเดิมครับ

Gemini generated image h85qu8h85qu8h85q🔬 งานวิจัยยืนยัน:
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน BJU International (British Journal of Urology) โดย Wylie และ Eardley (2007) ได้ทำการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับวิธีการเพิ่มขนาดอวัยวะเพศ ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด (รวมถึงยาและอาหารเสริม)

ผลสรุปชัดเจนว่า: การใช้ยา โลชั่น… ไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพิ่มความยาวของขนาดอวัยวะเพศชาย มีแค่การผ่าตัดเท่านั้นที่จะช่วยได้

สิ่งที่คุณควรกังวลไม่ใช่ขนาดครับ แต่คือ “ภาวะบกพร่องทางรูปกาย” (Body Dysmorphic Disorder – BDD) ซึ่งเป็นปัญหาทางจิตวิทยาที่ทำให้ผู้ชายมองว่าตัวเองเล็กผิดปกติ ทั้งที่จริงๆ แล้วอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

🌿 Myth #2: “สมุนไพร 100% แปลว่า ปลอดภัย 100%”

123865 0💭 ความเชื่อ:
“อาหารเสริมตัวนี้ทำจากถั่งเช่า โสม กระชายดำ ธรรมชาติล้วนๆ กินเท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีผลข้างเคียงเหมือนยาเคมี”

🩺 ความจริงทางการแพทย์:
คำว่า “Natural” คือกับดักทางการตลาดที่น่ากลัวที่สุดครับ ในวงการ Toxicology (พิษวิทยา) เราทราบดีว่าสารพิษที่รุนแรงที่สุดในโลกหลายชนิดก็มาจากธรรมชาติ (เช่น พิษงู หรือ เห็ดพิษ) แต่ประเด็นที่น่ากลัวกว่าสำหรับอาหารเสริมสมรรถภาพทางเพศคือ “การปลอมปน” ครับ อาหารเสริมที่อ้างว่าสมุนไพร 100% แต่กลับเห็นผลทันทีที่กิน มักจะมีการแอบใส่ยาแผนปัจจุบันกลุ่ม PDE5 Inhibitors เช่น Sildenafil หรือ Tadalafil ลงไปในกระบวนการผลิต โดยไม่ระบุข้างขวด และมักใส่ในปริมาณที่สูงเกินขนาด (Overdose) เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกว่า “แรง” และ “ดี”

ความเสี่ยงคือ หากคุณเป็นโรคหัวใจและทานยาอมใต้ลิ้น (Nitrates) อยู่ แล้วเผลอไปทาน “สมุนไพร” เหล่านี้ ความดันโลหิตของคุณอาจตกลงจนช็อกและเสียชีวิตได้

123858 0🔬 งานวิจัยยืนยัน:
การศึกษาโดย Tucker et al. (2018) ที่ตีพิมพ์ใน JAMA Network Open ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจาก US FDA ระหว่างปี 2007-2016 พบว่า:

  • อาหารเสริมที่มีการแจ้งเตือนเรื่องการปนเปื้อนยาแผนปัจจุบันมากที่สุดคือ “กลุ่มสมรรถภาพทางเพศ” (Sexual Enhancement) คิดเป็นถึง 45.5% ของทั้งหมด
  • สารที่พบบ่อยที่สุดคือ Sildenafil (ไวอากร้า) ที่แอบเติมเข้าไปโดยไม่ได้ระบุในฉลาก

นี่คือความเชื่อผิดๆ ที่คุณเอาชีวิตไปเสี่ยงทุกครั้งที่กินอาหารเสริมไม่มีมาตรฐานครับ

🔌 Myth #3: “กินปุ๊บ…มีอารมณ์ปั๊บ”

123862 0💭 ความเชื่อ:
เข้าใจว่าอาหารเสริมเหล่านี้คือ “ยาปลุกเซ็กซ์” กินแล้วจะเกิดความต้องการทางเพศพุ่งพล่าน ควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือผู้หญิงกินแล้วจะยอมมีอะไรด้วย

🩺 ความจริงทางการแพทย์:
ต้องแยกให้ออกระหว่าง “Libido” (ความต้องการทางเพศ/อารมณ์) กับ “Erection” (การแข็งตัว/กลไก) ครับ อาหารเสริมหรือยาในกลุ่มดูแลสมรรถภาพ ส่วนใหญ่ทำงานกับ “กลไกการไหลเวียนเลือด” มันไปยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้อวัยวะเพศอ่อนตัว ส่งผลให้หลอดเลือดขยายและแข็งตัวได้นานขึ้น “แต่” มันไม่ใช่สารกระตุ้นสมองส่วนความอยาก (Hypothalamus)

นั่นหมายความว่า ต่อให้คุณกินยาที่ดีที่สุดในโลก แต่ถ้าคุณเครียด ทะเลาะกับแฟน หรือไม่มีสิ่งเร้าทางเพศ (Visual/Tactile Stimulation) มากระตุ้น… น้องชายคุณก็จะสงบนิ่งเหมือนเดิมครับ มันไม่ใช่สวิตช์ไฟที่เปิดแล้วติดเลย ต้องมี “เชื้อเพลิง” คืออารมณ์ร่วมด้วยเสมอ

123856 0🔬 งานวิจัยยืนยัน:
ใน The Journal of Sexual Medicine, Goldstein et al. (1998) ในการศึกษา Landmark Study ของ Sildenafil ระบุชัดเจนถึง Mechanism of Action ว่ายาจะได้ผลก็ต่อเมื่อมี “Sexual Stimulation” (การกระตุ้นทางเพศ) นอกจากนี้ การศึกษาเรื่อง Neurobiology of Desire ยืนยันว่า ความต้องการทางเพศถูกควบคุมโดยฮอร์โมน (Testosterone) และสารสื่อประสาท (Dopamine) ในสมอง ซึ่งยาขยายหลอดเลือดไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการทางจิตใจนี้ได้โดยตรง

 

📈 Myth #4: “ยิ่งเบิ้ลโดส…จะยิ่งแข็งแกร่ง”

123857 0💭 ความเชื่อ:
“เม็ดเดียวอาจจะไม่พอ ขอสองเม็ดเลยดีกว่า จะได้แข็งทั้งคืน ยิ่งกินเยอะ ยิ่งอึด ยิ่งทน”

🩺 ความจริงทางการแพทย์:
นี่คือตั๋วเที่ยวเดียวสู่ห้องฉุกเฉินครับ ยาและอาหารเสริมทุกชนิดมี “Therapeutic Window” หรือช่วงระดับยาที่ให้ผลในการรักษา ถ้าเกินกว่านี้ จะไม่ช่วยให้แข็งตัวดีขึ้น แต่จะไปเพิ่ม “Side Effects” (ผลข้างเคียง) แทน ผลข้างเคียงจากการ Overdose ที่พบบ่อย:

  • ความดันโลหิตตกวูบ (Hypotension)
  • ปวดศีรษะรุนแรง, หน้าแดง, ตาพร่ามัว
  • และที่น่ากลัวที่สุดคือ Priapism (ภาวะอวัยวะเพศแข็งค้าง) คือการแข็งตัวแบบเจ็บปวดนานเกิน 4 ชั่วโมง โดยไม่มีอารมณ์ทางเพศ เลือดเก่าที่คั่งอยู่จะเริ่มขาดออกซิเจน ทำให้เนื้อเยื่อภายในตาย (Fibrosis) และถ้าคุณไปพบแพทย์ไม่ทันภายใน 6-12 ชั่วโมง เพื่อเจาะเอาเลือดเสียออก คุณอาจสูญเสียสมรรถภาพทางเพศไป “ตลอดชีวิต”

123864 0

 

🔬 งานวิจัยยืนยัน:
กรณีศึกษาใน The American Journal of Emergency Medicine (2006) รายงานเคสผู้ป่วยที่เกิดภาวะ Priapism จากการใช้ยาเกินขนาดและการใช้ร่วมกับสารเสพติด ซึ่งนำไปสู่การเกิด Cavernosal Ischemia (เนื้อเยื่อขาดเลือด) และเนื้อเยื่อตายในที่สุด ยืนยันว่า Dose ที่มากเกินไป ไม่ได้เพิ่ม Performance แต่เพิ่มความเสี่ยงในการสูญเสียอวัยวะ

 

💊 Myth #5: “กินต่อเนื่อง…เดี๋ยวโรค ED ก็หายขาด”

123859 0💭 ความเชื่อ:
หลายคนมองว่าอาหารเสริมคือ “ยารักษาโรค” กินไปสักพัก อาการนกเขาไม่ขัน (Erectile Dysfunction – ED) จะหายไปเอง แล้วกลับมาเป็นหนุ่มกระทงเหมือนเดิมโดยไม่ต้องดูแลตัวเอง

🩺 ความจริงทางการแพทย์:
อาหารเสริม (และยา ED) ทำหน้าที่เป็น “Symptomatic Treatment” หรือการรักษาที่ปลายเหตุครับ มันช่วยให้คุณทำกิจกรรมได้ใน “ครั้งนั้นๆ” แต่มันไม่ได้ไปแก้ที่ “ต้นเหตุ” โรค ED มักเป็น “The Tip of the Iceberg” (ยอดภูเขาน้ำแข็ง) ของโรคหลอดเลือดและระบบเผาผลาญครับ สาเหตุหลักมาจาก:

  1. เบาหวาน (ทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือด)
  2. ความดันโลหิตสูง (หลอดเลือดแข็งตัว)
  3. ไขมันในเลือดสูง
  4. ภาวะพร่องฮอร์โมนชาย (Testosterone Deficiency)

หากคุณกินแต่อาหารเสริมโดยเฉพาะที่ไม่ได้มาตรฐานเพื่อกลบอาการ แต่ยังสูบบุหรี่ กินของมัน ไม่ออกกำลังกาย โรคหลักของคุณจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง… แม้แต่อาหารเสริมที่แรงที่สุดก็เอาไม่อยู่ครับ

1767957479770🔬 งานวิจัยยืนยัน:
การศึกษา Massachusetts Male Aging Study (MMAS) โดย Feldman et al. (1994) ซึ่งเป็นหนึ่งในการศึกษาที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุด ยืนยันความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่าง ED กับโรคทางกาย (Comorbidities)

งานวิจัยระบุว่า ผู้ชายที่เป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือมีความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงที่จะเกิด ED สูงกว่าคนปกติอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการรักษา ED ที่แท้จริงต้องเป็นการรักษา “Systemic Health” (สุขภาพทั้งระบบ) ไม่ใช่แค่การกินยาเฉพาะกิจ

🍼 Myth #6: “อายุยังน้อย กินกันไว้ก่อน…ดีกว่าแก้”

123866 0💭 ความเชื่อ:
วัยรุ่นหรือผู้ชายวัย 20+ ที่สุขภาพปกติดี แต่อยากลองกินเพื่อโชว์พาว หรือกินกันเหนียวเพราะกลัวล่มปากอ่าว

🩺 ความจริงทางการแพทย์:
สำหรับหนุ่มๆ ที่ร่างกายปกติ การกินอาหารเสริมช่วยแข็งตัวไม่ได้มีประโยชน์ทางกายภาพเพิ่มขึ้นมากนัก แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ “Psychological Dependence” (การเสพติดทางใจ) เมื่อคุณเริ่มใช้ตัวช่วยทั้งที่ร่างกายไม่ได้ต้องการ สมองคุณจะเรียนรู้ว่า “ฉันทำเองไม่ได้ถ้าไม่มีมัน” นานวันเข้า คุณจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง (Self-Efficacy) เกิดภาวะ Performance Anxiety (ความกังวลเรื่องสมรรถภาพ) จนสุดท้าย จากคนที่เคยปกติ กลายเป็นคนที่มีปัญหา ED จริงๆ เพราะความเครียดและขาดความมั่นใจครับ

123860 0

 

🔬 งานวิจัยยืนยัน:
งานวิจัยโดย Harte และ Meston (2011) ใน Journal of Sexual Medicine ศึกษาเรื่อง “Recreational Use of PDE5 Inhibitors” ในชายหนุ่มสุขภาพดี พบว่าผู้ที่ใช้ยาเพื่อความบันเทิง มีแนวโน้มที่จะมีความมั่นใจในการแข็งตัว (Erectile Confidence) ลดลงเมื่อไม่ได้ใช้ยา เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคยใช้ นี่คือหลักฐานว่าการใช้พร่ำเพรื่อ ทำลายความมั่นใจตามธรรมชาติของคุณ

 

👨‍⚕️ Myth #7: “ซื้อกินเองดีกว่า…ไม่อยากไปหาหมอ (อาย)”

123868 0💭 ความเชื่อ:
เรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย จะเดินไปบอกหมอว่า “ไม่แข็ง” ก็เสียฟอร์ม สู้ Search Google แล้วสั่งซื้อออนไลน์มาลองกินเงียบๆ ดีกว่า

🩺 ความจริงทางการแพทย์:
การ Self-Medication (ซื้อยากินเอง) ในกลุ่มยา ED คือความเสี่ยงระดับสูงสุดครับ แพทย์ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินคุณ แต่มีหน้าที่ “Screening” หาความเสี่ยง บางคนมีภาวะหัวใจซ่อนเร้น (Silent Ischemia) หรือกินยาบางตัวที่มีปฏิกิริยารุนแรงกับอาหารเสริม (Drug Interaction) เช่น ยาต้านเชื้อรา ยา HIV หรือยาขยายหลอดเลือดหัวใจ การไม่มีหมอคอยคัดกรอง คือการที่คุณกำลังเดิมพันด้วยชีวิต

อีกทั้งแพทย์สามารถช่วยคุณวางแผน Grooming & Personality ไปพร้อมกับการรักษา เพื่อให้คุณดูดีจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งอาหารเสริมเถื่อนๆ ไม่ได้มาตรฐานให้คุณไม่ได้ แนะนำถ้าหากต้องการทานอาหารเสริมควรศึกษาให้ดี และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญครับ

123869 0

 

🔬 งานวิจัยยืนยัน:
Cheitlin et al. (1999) ตีพิมพ์ใน Journal of the American College of Cardiology ได้วางข้อกำหนด (Consensus) เรื่องความเสี่ยงของการใช้ Sildenafil ร่วมกับ Nitrates ว่าเป็น “Absolute Contraindication” (ข้อห้ามเด็ดขาด) เพราะทำให้เกิดความดันตกจนเสียชีวิต การปรึกษาแพทย์ จะช่วยคัดกรองความเสี่ยงมรณะนี้ได้ 100% ครับ

🚀 เลือกสิ่งที่ “ใช่” เพื่อความเป็นชายที่ “ยั่งยืน” (MDX+ & MDX S)

หลังจากที่เราทลายกำแพงความเชื่อผิดๆ ไปแล้ว คำถามคือ… “แล้วผู้ชายอย่างเราควรดูแลตัวเองอย่างไร?” การดูแลสุขภาพเพศที่ดีต้องเริ่มจาก “พื้นฐานสุขภาพที่ดี” (Foundation) และการเลือกใช้ “ตัวช่วย” ที่ปลอดภัย มีที่มาที่ไป และตรวจสอบได้ นี่คือเหตุผลที่ผมอยากแนะนำให้รู้จักกับ MDX+ และ MDX S ที่ไม่ใช่แค่ “อาหารเสริม” แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพผู้ชาย “Investment for Men’s Vitality”

🛡️ MDX+ (MDX Plus): สำหรับผู้ชายที่มองเกมยาว

123853 0หากคุณต้องการดูแลสุขภาพองค์รวม ปรับสมดุลจากภายใน และต้องการผลลัพธ์ที่ยั่งยืน MDX+ คือคำตอบครับ

  • Concept: เน้นการฟื้นฟู ไม่ใช่การกระตุ้นแบบฉาบฉวย ดูแลที่ต้นเหตุของปัญหา
  • Key Benefit: ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ตามธรรมชาติ เพิ่มพละกำลัง (Energy Level) ลดความอ่อนล้า และช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้นในระยะยาว
  • Why Trust: สูตรที่ได้รับการพัฒนาโดยเน้นความปลอดภัย ไม่ใส่ยาอันตราย ไม่เร่งเครื่องจนเครื่องพัง แต่เป็นการ “จูนเครื่อง” ให้ฟิตเหมือนรถสปอร์ตที่ได้รับการดูแลอย่างดี รวมทั้งยังผ่านการตรวจสอบจาก Thailand Central Lab ว่าปราศจากสารโลหะหนัก สารสเตียรอยด์ สารอันตรายต่อสุขภาพ และที่สำคัญปราศจากสาร Sildenafil และ Tadalafil อีกด้วย นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Premium Herbal Products จากกระทรวงสาธารณสุข 6 ปีซ้อน ทำให้คุณมั่นใจได้ว่า MDX+ เล็งเห็นถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

🔥 MDX S: สำหรับความมั่นใจในทุกสถานการณ์
123867 0

สำหรับผู้ชายที่ต้องการความพร้อม ความมั่นใจ (Confidence) และการเสริมบุคลิกภาพในวันสำคัญ

  • Concept: เน้นการสร้างความสมดุลแบบเร่งด่วน โดยใช้การพัฒนาสูตรโดยปราศจากสาอันตราย แต่สามารถให้ผลลัพธ์แบบเร่งด่วนได้
  • Key Benefit: ออกแบบมาเพื่อ Support สมรรถภาพในช่วงเวลาที่ต้องการความมั่นใจเป็นพิเศษ ช่วยลดความกังวล และเสริมสร้างบุคลิกภาพของผู้ชายที่ “เอาอยู่” ในทุกสถานการณ์
  • Safety: ปราศจากสารต้องห้ามที่เป็นอันตราย ใช้สารสกัดเกรดพรีเมียมที่ผ่านการคัดสรร เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่า “Performance” ของคุณ มาพร้อมกับ “Safety” จากการได้รับการตรวจสอบจาก Thailand Central Lab และได้รับรางวัล Premium Herbal Products จากกระทรวงสาธารณสุข 3 ปีซ้อน เช่นเดียวกับ MDX+ ครับ

“สุภาพบุรุษทุกท่านครับ… การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องของการหาทางลัด แต่คือการเคารพร่างกายตัวเอง การเลือก MDX+ หรือ MDX S ไม่ใช่แค่การซื้ออาหารเสริม แต่มันคือการลงทุนด้านสุขภาพ และการที่คุณบอกกับตัวเองว่า ‘ฉันเลือกสิ่งที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดให้ชีวิต’ นั่นแหละครับ คือเสน่ห์ของผู้ชายที่แท้จริง”

ดูแลตัวเองวันนี้ เพื่อวันที่ดีกว่านะครับ

📚 Sources

  1. Cheitlin, M.D., Hutter, A.M., Brindis, R.G., Ganz, P., Kaul, S., Russell, R.O. and Zusman, R.M. (1999) ‘ACC/AHA expert consensus document. Use of sildenafil (Viagra) in patients with cardiovascular disease. American College of Cardiology/American Heart Association’, Journal of the American College of Cardiology, 33(1), pp. 273–282.
    https://www.jacc.org/doi/10.1016/S0735-1097(98)00656-1
  2. Feldman, H.A., Goldstein, I., Hatzichristou, D.G., Krane, R.J. and McKinlay, J.B. (1994) ‘Impotence and its medical and psychosocial correlates: results of the Massachusetts Male Aging Study’, The Journal of Urology, 151(1), pp. 54–61.
    https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/8254833/
  3. Goldstein, I., Lue, T.F., Padma-Nathan, H., Rosen, R.C., Steers, W.D. and Wicker, P.A. (1998) ‘Oral sildenafil in the treatment of erectile dysfunction. Sildenafil Study Group’, The New England Journal of Medicine, 338(20), pp. 1397–1404.
    https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJM199805143382001
  4. Harte, C.B. and Meston, C.M. (2011) ‘Recreational use of erectile dysfunction medications and its adverse effects on erectile function in young healthy men: the mediating role of confidence in erectile ability’, The Journal of Sexual Medicine, 9(5), pp. 1375–1383.
    https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/22458303/
  5. Tucker, J., Fischer, T., Upjohn, L., Mazzera, D. and Kumar, M. (2018) ‘Unapproved Pharmaceutical Ingredients Included in Dietary Supplements Tainted With FDA Public Health Advisories’, JAMA Network Open, 1(6), e183337.
    https://jamanetwork.com/journals/jamanetworkopen/fullarticle/2706496

MDX แบรนด์ผู้ชายอันดับ 1
คิดค้นความล้ำหน้า เพื่อชีวิตผู้ชายมีระดับ

Leave a Reply